วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สรุปผลการวิจัย

สรุปผล


                       จากการศึกษาค้นคว้ากระบวนการผลิตข้าวโป่งเพื่อการค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ในครั้งนี้ กลุ่มผู้ศึกษาได้ศึกษาถึงกระบวนการผลิตข้าวโป่งเพื่อการค้า การบริหารจัดการ และการจำหน่าย โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร และการศึกษาภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า
1. กระบวนการผลิตข้าวโป่งเพื่อการค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตร มีวิวัฒนาการมาจากการผลิตเพื่อบริโภคและทำบุญในบุญประเพณีในชุมชน ต่อมาผลิตเป็นของฝากให้ญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือน และพัฒนาเป็นอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ภายในครอบครัว จากนั้นก็ได้รวมกลุ่มกันผลิตจนเป็นตัวแทนของตำบลพรมสวรรค์ ซึ่งมีกระบวนการผลิตดังนี้
                                1.1 เครื่องมือและวัตถุดิบในการผลิต สามารถหาได้ในชุมชน ในตอนแรกของการผลิตครกที่ใช้ตำแป้งข้าวโป่งยังเป็นครกกระเดื่องธรรมดา เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็เปลี่ยนเป็นครกกระเดื่องไฟฟ้า ไม้พิมพ์ที่ใช้ทำแผ่นข้าวโป่งก็เปลี่ยนเป็นเหล็กพิมพ์ เพื่อช่วยทุ่นแรงและสะดวกในการผลิต
                                1.2 วิธีการและรูปแบบของการผลิต นำข้าวสารเหนียวมาแช่น้ำแล้วนึ่งให้สุก จากนั้นนำไปตำให้ละเอียดด้วยครกกระเดื่อง มีการเติมส่วนผสมต่างๆ เช่น น้ำในเตย น้ำแตงโม น้ำแคลตาลูป เป็นต้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ เสร็จแล้วนำไปทำเป็นแผ่น ตากให้แห้ง
               2. การบริหารและการจัดการ มีการบริหารจัดการภายในครอบครัว และภายในกลุ่มแม่บ้าน สมาชิกแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบ ทุกคนทำงานตามความถนัดและความสนใจ มีการเรียนรู้งานซึ่งกันและกัน และจากการออกไปศึกษาดูงานนอกพื้นที่
               3. การจำหน่ายผลิตภัณฑ์และราคาจำหน่าย มีการจำหน่ายทั้งปลีกและส่งทั้งภายในจังหวัดและนอกจังหวัด มีการปรับราคาสินค้าเนื่องจากราคาต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ไม่มีผลกระทบต่อยอดการสั่งซื้อ
               


กลุ่มผู้จัดทำ



วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กรณีศึกษากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลพรมสวรรค์

ข้อมูลกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด




           กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลพรมสวรรค์นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.. 2543 (ชุมชนและกลุ่มประชาชน ไทยตำบลดอทคอม.  2545 : เว็บไซต์) ที่จากเดิมเป็นการทำตามประเพณีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและทำกินในครอบครัว ต่อมาได้มีคนลองนำเอาข้าวโป่งที่ชาวบ้านทำไปขาย ปรากฏว่าขายได้และเป็นที่นิยม ชาวบ้านก็เลยเริ่มทำเป็นธุรกิจครอบครัวขนาดย่อม ที่หารายได้มาจุนเจือครอบครัว ต่อมาเจ้าหน้าที่ในตำบลเห็นว่าเป็นเรื่องดีและสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชน จึงเสนอแนะให้มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขึ้น เพื่อที่จะได้มีงบประมาณมาสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรก็ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เรื่อยมาจนได้รับคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เวลามีงานที่ทางอำเภอจัดขึ้น กลุ่มแม่บ้านก็ได้รับเชิญไปออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้า ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของกลุ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ทางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในประเพณีบุญบั้งไฟของทางอำเภอ โดยการนำข้าวโป่งเข้าร่วมกับขบวนแห่ของอำเภอ ซึ่งเป็นการร่วมสืบสานประเพณีที่ดีงามของชาวอีสาน (สมใจ อนุมาตย์.  2555 : สัมภาษณ์)


         กระบวนการผลิตข้าวโป่งเพื่อการค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็นธุรกิจชุมชน ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจวัฒนธรรมมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเพื่อผลิตข้าวโป่งเป็นเชิงพาณิชย์ โดยอาศัยปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลักนั่นก็คือ ข้าวเหนียว วิธีการผลิตใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อให้เกิดรายได้ตลอดปี ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เป็นการผลิตในช่วงบุญประเพณีเท่านั้น โดยได้รับการสนับสนุนในด้านการลงทุน การตลาดและการจัดการ จากนักพัฒนาชุมชนตำบล เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลพรมสวรรค์ โดยสนับสนุนการพัฒนาฝีมือด้วยการศึกษาดูงานและฝึกอบรมด้านความรู้ประสบการณ์ กระบวนการผลิตลงทุนโดยกลุ่มแม่บ้านใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชน ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ได้พัฒนาจากเครื่องมือแบบเดิมคือ ครกกระเดื่อง ไปสู่ครกไฟฟ้า


           กระบวนการผลิตนี้เป็นการผลิตและบริการที่เกื้อกูลกัน เป็นกระบวนการที่อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เครือญาติ และสมาชิกกลุ่ม เนื่องจากต้องใช้แรงงานภายในครอบครัวเป็นหลัก ทั้งนี้ในการจัดตั้งกลุ่มก็เพื่อมุ่งหวังให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย  มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ให้ความรู้ ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ของการทำงานร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในกลุ่มและให้ชาวบ้านมีความพร้อมที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุมชนเกิดการรวมตัว ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง  และสร้างความสามัคคีในชุมชน นอกจากนี้ยังเกิดการเข้ามามีส่วนร่วมจากสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน (รณรงค์  รัตนรักษ์.  2547 : 26)

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมาของข้าวโป่ง

วิวัฒนาการของข้าวโป่ง


               ขนมโบราณรสอร่อยของคนอีสานนั้น มีมากมายหลายชนิด เช่น ข้าวจี่ ข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ เป็นต้น บางชนิดก็คล้ายคลึงกับขนมพื้นเมืองโบราณของภาคอื่นๆ ขนมโบราณแต่ละชนิดล้วนมีความผูกผันกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ


             ขนมอีสานที่มีคำว่า ข้าวนำหน้าอีกอย่างหนึ่งที่ทานแล้วไม่รู้จักเบื่อ นั่นก็คือ ข้าวโป่งเป็นขนมอีสานที่มีมาแต่โบราณ คนทำต้องมีฝีมือพอสมควร ในสมัยก่อนคนโบราณถือว่าคนที่จะทำข้าวโป่งสวย ไม่มีที่ติ จะต้องเป็นช่างข้าวโป่งโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะทำกินก็ตาม ให้ยกย่องช่างข้าวโป่งเหมือนกับช่างแขนงอื่นๆ เช่น ช่างไม้ ช่างทอง เป็นต้น 
                              
                           

ข้าวโป่งนั้นมีเรื่องเล่าว่าเกิดจากกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่างจากการทำไร่ทำนาจึงได้คิดทำขนมให้เด็กๆได้กินเล่นรวมทั้งได้เป็นเครื่องถวายทานด้วย นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้นำไปเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในพีธีบูชาข้าวในบุญเดือนสี่ บุญข้าวจี่ ชาวบ้านจะถวายข้าวจี่ ข้าวโป่ง แด่พระสงฆ์  เพื่อแสดงถึงความเคารพ จากนั้นนำบางส่วนใส่กระทงใบตองเอาแล้วนำไปวางที่หน้าธาตุบรรจุกระดูกของญาติตนเอง เพื่อให้คนที่ล่วงลับแล้วนั้นได้รับประทาน และจะมีการนำไปเป็นเครื่องถวายทานด้วยในบุญผะเหวด โดยจะย่างข้าวโป่งเพื่อใส่ในกันหลอนและถวายเป็นคายเทศ ซึ่งในกันหลอนนั้นจะประกอบไปด้วย ข้าวโป่ง ข้าวสาร หอมหัวแดง พริก และข้าวต้มมัด (อ่อนจันทร์  แก้วโภคา.  2555 : สัมภาษณ์) ตามประวัติความเป็นมา ในการทำข้าวโป่งนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการทำตั้งแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยได้เล่าต่อๆกันมาว่าในสมัยโบราณนั้น เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม โดยมีการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักที่สำคัญ ดังนั้นข้าวจึงถือเป็นอาหารหลักของคนไทย ซึ่งข้าวที่นิยมปลูกก็จะเป็นข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ดังนั้นข้าวจึงเป็นสิ่งที่ถือได้ว่ามีพระคุณต่อชีวิตประจำวันของคนเรา โดยเฉพาะคนอีสานนั้นจะเห็นว่ามีประเพณีที่สำคัญเกี่ยวกับการบูชาข้าว ไม่ว่าจะเป็น ประเพณีกวนข้าวทิพย์ซึ่งจะทำในช่วงออกพรรษา ประเพณีบุญข้าวจี่  การสู่ขวัญข้าว  ประเพณีบุญผะเหวด ซึ่งประเพณีเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับข้าว (หวด      ขานหยู.  2551 : 4) นอกจากนี้ในฮิตสิบสองครองสิบสี่ ยังกล่าวถึงการกินข้าวของชาวอีสานว่า ต้องทำบุญก่อนปลูกข้าว ทำบุญตอนปักดำ ทำบุญตอนข้าวตั้งท้อง ทำบุญตอนเก็บเกี่ยวเสร็จ ทำบุญขนข้าวขึ้นเล้า ทำบุญก่อนปิดเล้า ทำบุญก่อนเปิดเล้า ซึ่งพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวดังกล่าว เป็นกุศโลบายที่ขัดเกลาให้ชาวนาเคารพข้าวและเห็นคุณค่าของข้าวเป็นอย่างยิ่ง   



             การทำข้าวโป่งในสมัยก่อนจะมีสูตรและกรรมวิธีอย่างโบราณ และต้องใช้ความอุตสาหะในการทำ คือ จะต้องเอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วไปตำให้ละเอียดด้วยครกกระเดื่อง ภาษาอีสานเรียกว่า ครกมองเพราะเวลานำข้าวโป่งไปปิ้งจะได้แผ่นข้าวโป่งที่สวยงาม ดังนั้น คนตำจึงต้องมีความอดทนอย่างยิ่ง เพราะการตำข้าวเหนียวนึ่งสุกยากกว่าการตำข้าวเปลือกหลายเท่า ในการตำต้องใช้เวลานาน เพราะครกกระเดื่องนั้นมีน้ำหนักมาก เวลาใช้เท้าเหยียบปลายครกกระเดื่องแต่ละครั้ง ให้สากโขลกลงไปในครกนั้นต้องออกแรงมาก เมื่อตำข้าวเหนียวนึ่งสุกละเอียดดีแล้ว คนอีสานโบราณจะเอาใบตดหมูตดหมาหรือกระพังโหม ขยี้กับน้ำสลัดกับครกไปพลางตำไปพลาง เพื่อให้ข้าวเหนียวจับตัวกันดี ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับของชาวอีสานก็ว่าได้  จากนั้นเอาน้ำอ้อยมาโขลกแล้วตำผสมลงไปในครกกระเดื่อง เอาน้ำมันหมูทามือและปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนผสมกับไข่แดง ต่อไปเอาก้อนข้าวเหนียวที่ปั้นวางบนไม้แผ่น รีดให้แผ่ออกเป็นแผ่นบางๆ ตัดใบตองเป็นวงกลมตามขนาดที่ต้องการ ทาน้ำมันหมูลงบนใบตอง แล้วใช้กระบอกไม้ไผ่รีดข้าวเหนียวให้มีขนาดเท่ากับใบตอง แล้วนำไปตากให้แห้ง 

 

         การปิ้งข้าวโป่งจะใช้ฟืนก่อกองไฟขึ้นตรงลานบ้านให้ไฟแรงได้ที่ ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกสานห่างๆรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 อัน มีที่จับ เวลาปิ้งเอาแผ่นข้าวโป่งตากแห้งวางบนไม้สานอันหนึ่ง ใช้มือจับชูอยู่เหนือกองไฟพอประมาณ แล้วพลิกไม้ไผ่สานให้แผ่นข้าวโป่งคว่ำลงบนไม้ไผ่สานอีกอันหนึ่ง ซึ่งใช้มืออีกข้างจับเตรียมรออยู่ใกล้ๆ คนปิ้งจะพลิกไม้ไผ่สานสลับกันไปมาจนกว่าข้าวโป่งจะสุก การพลิกข้าวโป่งจะต้องทำด้วยความรวดเร็ว เพราะข้าวโป่งจะเหลืองเกรียมไม่เสมอกันหรืออาจจะไหม้ได้ ชาวบ้านนิยมทำข้าวโป่งในฤดูหนาว หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ เพราะเวลาปิ้งข้าวโป่งจะอยู่หน้ากองไฟตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย อีกทั้งเป็นการพักผ่อนหย่อนใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ทำขนมไว้ทานในครอบครัวและแบ่งปันญาติมิตร 

จะเห็นได้ว่า การทำข้าวโป่งนั้นเรียบง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวอีสานมาตั้งแต่โบราณกาลที่พอใจในสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมในการกินที่สืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน 

         ในปัจจุบัน การทำข้าวโป่งของชาวอีสานยังคงอยู่ แต่กระบวนการผลิตนั้นได้พัฒนาไปจากอดีต เนื่องด้วยความก้าวล้ำของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อุปกรณ์ในการทำข้าวโป่งก็ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้ผลิตได้ทันต่อการจำหน่าย จากเดิมที่เป็นครกกระเดื่องธรรมดาที่ใช้แรงงานคนในการผลิต ก็ได้มีการพัฒนา นำมอเตอร์มาติดเพื่อใช้พลังงานไฟฟ้า กลายเป็นครกกระเดื่องไฟฟ้าที่สามารถทุ่นแรงได้มากกว่าครกกระเดื่องแบบเดิม อีกทั้งได้มีการปรับปรุงส่วนผสมในการผลิตเพื่อให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เช่น การผสมน้ำแตงโม เพื่อให้ข้าวโป่งยืดตัวดีและมีความมันวาว การผสมน้ำใบเตย แคลตาลูป (สมใจ  อนุมาตย์.  2555 : สัมภาษณ์) นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเป็นข้าวโป่งสมุนไพร ที่นำสมุนไพร เช่น ใบบัวบก อัญชัน กระเจี๊ยบ กระพังโหม มาเป็นส่วนผสม (อุไรวรรณ จันทรัตน์.  2553 : 30) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของกระบวนการผลิตข้าวโป่งที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิทยาการสมัยใหม่
     
ตัวอย่างกรณีศึกษาวิวัฒนาการของข้าวโป่งเช่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรทำข้าวโป่งจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้เข้าชุมชนและเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ช่วยให้ชาวบ้านได้มีการพัฒนาอาชีพและใช้เวลานอกเหนือจากการทำไร่นามาทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้